สำหรับคนทั่วไป การแยกแยะระหว่างทีวีที่ดีและทีวีที่ไม่ดีนั้นทำได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ผู้ผลิตแต่ละแบรนด์ต่างโปรยคำโฆษณาดึงดูดว่าทีวีตัวนี้ดีอย่างนู้น แต่พอมาดูสเปคของทีวีจริงๆ แล้วกลับไม่ได้ดีเหมือนดั่งคำโฆษณา เราจึงได้สร้างระบบการให้คะแนนทีวีนี้ขึ้นมาโดยอาศัยเพียงข้อมูลจำเพาะของทีวีเท่านั้น ไม่มีการรวมคำโฆษณาใดๆ ในการให้คะแนนทีวีของเรา วิธีการนี้ช่วยให้มั่นใจได้ว่าทีวีทุกรุ่น ตั้งแต่ราคาถูกหลักพันไปจนถึงทีวี OLED ระดับเรือธง ได้รับหลักเกณฑ์การให้คะแนนที่เหมือนกันทุกประการ
การคิดคะแนนในแต่ละหมวด
แต่ละคนมีเป้าหมายในการใช้งานทีวีที่แตกต่างกันไป เราจึงได้แบ่งคะแนนของทีวีเป็น 4 หมวดหมู่ตามการใช้งานได้แก่ การใช้งานทั่วไป, การดูกีฬา, การเล่นเกม, และการดูหนัง โดยสูตรการคิดคะแนนในแต่ละหมวดหมู่แตกต่างกันไปดังนี้
การใช้งานทั่วไป
คะแนนนี้แสดงถึงประสิทธิภาพของทีวีในการใช้ในชีวิตประจำวัน โดยจะประเมินว่าทีวีจัดการกับคอนเทนต์ที่หลากหลายได้อย่างไร ไม่ว่าจะเป็นรายการข่าว รายการทีวี YouTube หรือสตรีมมิ่ง หมวดหมู่นี้ให้ความสำคัญกับความเร็วของระบบปฏิบัติการ ความสว่างของหน้าจอ และประเภทพาเนล เพื่อให้มั่นใจว่าทีวีนั้นใช้งานง่ายและให้ภาพที่ดูดี
ใช้งานทั่วไป = 0.35xOS + 0.15xความสว่าง + 0.15xชิปประมวลผล + 0.15xพาเนล + 0.1xระบบเสียง + 0.1xHDMI
การดูกีฬา
สำหรับการรับชมกีฬา มักจะมีการแสดงภาพการเคลื่อนไหวที่รวดเร็ว ดังนั้นเราจึงได้ให้ความสำคัญกับอัตรารีเฟรชของหน้าจอและความเร็วในการตอบสนอง เพื่อขจัดปัญหาภาพเบลอจากการเคลื่อนไหว
ดูกีฬา = 0.3xRefresh Rate + 0.2xResponse Time + 0.15xความสว่าง + 0.15xพาเนล + 0.1xInput Lag + 0.1xระบบเสียง
การเล่นเกม
สำหรับการใช้ทีวีในการเล่นเกม เราได้ให้ความสำคัญกับ Input Lag เป็นอันดับหนึ่ง เพราะมันช่วยลดดีเลย์ในการแสดงสัญญาณภาพจากเครื่องเกม บวกกับฟีเจอร์เกมอย่าง ALLM และ VRR ที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์การเล่นเกมให้ลื่นไหล
เล่นเกม = 0.3xInput Lag + 0.2xALLM/VRR + 0.2x Refresh Rate + 0.15xHDMI + 0.15xResponse Time
การดูหนัง
คะแนนในหมวดนี้แสดงถึงศักยภาพในการจำลองประสบการณ์การรับชมภาพยนตร์ โดยเราให้ความสำคัญกับคอนทราสต์ ขอบเขตสี และความแม่นยำในการหรี่แสง คะแนนนี้จะสามารถบอกคุณได้ว่าทีวีตัวนี้แสดงภาพได้ในระดับไหน
ดูหนัง = 0.25xคอนทราสต์ + 0.2xความสว่าง + 0.15xLocal Dimming + 0.15xColor Gamut + 0.1xColor Depth + 0.05xระบบเสียง
วิธีการให้คะแนน
วิธีการให้คะแนน เราได้แบ่งพารามิเตอร์ของทีวีแต่ละค่าเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับต่ำ (4-6 คะแนน), ระดับมาตรฐาน (6-7 คะแนน), ระดับสูง (7-9 คะแนน) และระดับพรีเมี่ยม (10 คะแนน) โดยมีตารางแสดงการให้คะแนนดังต่อไปนี้
| พารามิเตอร์ | 4-6 คะแนน | 6-7 คะแนน | 7-9 คะแนน | 10 คะแนน |
|---|---|---|---|---|
| ระบบปฏิบัติการ | Basic OS/Slow UI | Mid-tier OS | Google TV / webOS | AI-Integrated / Instant |
| ชิปประมวลผล | Basic quad-core SoC (≤1.5GHz, 2GB RAM) | Mid-tier SoC (Pentonic 700 / α7 / AiPQ-class) | High-end SoC (Pentonic 1000 / α9) | Flagship SoC (Sony XR / LG α11 G2) |
| ค่าความสว่าง | < 300 nits | 400 – 600 nits | 600 – 1,000 nits | > 1,500 nits (SDR) |
| ประเภทพาเนล | VA | VA + Film / IPS | Wide-Angle IPS | OLED |
คำจำกัดความของคำศัพท์ทางเทคนิค
เพื่อให้เข้าใจถึงการให้คะแนนทีวีได้ง่าย จำเป็นต้องทำความเข้าใจกับคำศัพท์ทางเทคนิคที่นิยมใช้กับข้อมูลของทีวีดังนี้
- ระบบปฏิบัติการ (OS): ส่วนติดต่อผู้ใช้งานด้วยซอฟต์แวร์และสมาร์ทแพลตฟอร์ม เป็นตัวกำหนดความเร็วของทีวีและการรองรับแอปสตรีมมิ่งต่างๆ รวมถึงระบบ AI สำหรับการแนะนำเนื้อหาและการสั่งงานด้วยเสียง
- ชิปประมวลผล (SoC): ทำหน้าที่เป็นสมองของทีวี ชิประดับสูงจะสามารถปรับแต่งภาพด้วย AI เพื่อเพิ่มความละเอียดและความคมชัดได้
- ความสว่าง (ฺBrightness): หน่วยวัดความสว่างโดยที่ 1 nit เท่ากับแสงของเทียนหนึ่งเล่มต่อหนึ่งตารางเมตร ค่าความสว่างที่สูงจะช่วยให้ทีวีสู้กับแสงสะท้อนในห้องได้ และสร้างไฮไลท์ของภาพ HDR ได้ดีขึ้น
- ประเภทพาเนล (Panel Type): เทคโนโลยีการแสดงผล (VA, IPS หรือ OLED) สิ่งนี้เป็นตัวกำหนดพื้นฐานของมุมมองการรับชมที่จอสามารถแสดงภาพได้ก่อนที่สีจะเริ่มเพี้ยนหรือคอนทราสต์จะดรอปลง
- คอนทราสต์ (Contrast): อัตราส่วนระหว่างสีขาวที่สว่างที่สุดและสีดำที่ลึกที่สุดที่หน้าจอสามารถผลิตได้ คอนทราสต์ที่สูงคือสิ่งที่ทำให้ภาพมีมิติ
- HDR Format: High Dynamic Range หมายถึงความสามารถของทีวีในการประมวลผลข้อมูล Metadata (HDR10, Dolby Vision, HDR10+) เพื่อปรับความสว่างและสีเฟรมต่อเฟรม
- Color Gamut (DCI-P3 / Rec.2020): ขอบเขตสีที่กว้างขึ้นหมายความว่าทีวีสามารถถ่ายทอดสีที่อิ่มตัวและสมจริงได้มาก
- Color Depth (Bits): จำนวนบิตที่ใช้แทนสีของพิกเซลเดี่ยว แผงหน้าจอแบบ 10-bit และ 12-bit จะให้การไล่ระดับสีที่ราบรื่นกว่า
- ความแม่นยำในการหรี่แสง (Local Dimming): ในทีวี LED ทั่วไปมักเป็น Direct-LED backlight ซึ่งไม่สามารถแบ่งโซนการหรี่ไฟได้ ขณะที่ Mini-LED หรือ OLED จะมีการแบ่งโซนการหรี่ไฟ ทำให้แสดงระดับความลึกของสีดำได้ดีขึ้น
- อัตราการรีเฟรช (Refresh Rate): จำนวนครั้งที่ภาพบนหน้าจอถูกอัปเดตต่อวินาที อัตรารีเฟรชที่สูง (120Hz+) มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อความลื่นไหลของภาพ โดยในการรับชมกีฬาและการเล่นเกม
- เวลาการตอบสนอง (Response Time): ระยะเวลาที่พิกเซลใช้ในการเปลี่ยนจากสีหนึ่งไปเป็นอีกสีหนึ่ง เวลาตอบสนองที่ต่ำจะช่วยป้องกันการเกิดภาพซ้อนหรือภาพเบลอหลังวัตถุที่กำลังเคลื่อนที่
- ความหน่วงของสัญญาณ (Input Lag): ความหน่วงระหว่างสัญญาณที่ถูกส่งออกมาจากคอนโซลหรือพีซีกับการแสดงผลที่ปรากฏบนหน้าจอ Input lag ที่ต่ำมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการตอบสนองในการเล่นเกม
- Auto Low Latency Mode (ALLM): จะเปลี่ยนทีวีเข้าสู่โหมดการเล่นเกมโดยอัตโนมัติเมื่อตรวจพบการเชื่อมต่อจากเครื่องคอนโซล
- Variable Refresh Rate (VRR): จะปรับอัตรารีเฟรชของทีวีให้ตรงกับเฟรมเรตของเกมเพื่อป้องกันภาพฉีก
สรุป
เราได้คิดระบบการให้คะแนนทีวีขึ้นเพื่อให้มั่นใจว่าคะแนนการรีวิวทีวีของเรานั้นไม่มีการอคติ ไม่มีความเห็นส่วนตัว และสะท้อนถึงประสิทธิภาพของตัวทีวีอย่างแท้จริง การระบุค่าพารามิเตอร์ทางเทคนิคทุกด้านช่วยให้เราตัดเกรดทีวีแต่ละรุ่นได้อย่างแม่นยำ
แต่คุณไม่จำเป็นต้องใส่สูตรคำนวณคะแนนที่ซับซ้อนเหล่านี้เอง เพราะเราได้แสดงคะแนนทีวีแต่ละรุ่นไว้บนเว็บไซต์ของเรา เพื่อความสะดวกในการเลือกซื้อของผู้ใช้
อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดคือ คะแนนของเรานั้นเป็นไปตามทฤษฎีเท่านั้น ท้ายที่สุดแล้วการเลือกซื้อทีวีที่ดีที่สุดสามารถทำได้โดยการได้สัมผัสทีวีรุ่นนั้นๆ ด้วยตนเอง คะแนนทั้งหมดที่เราจัดทำขึ้นนี้เป็นเพียงไกด์เพื่อช่วยให้คุณเลือกทีวีได้ง่ายขึ้นเท่านั้น