ทีวีราคาต่ำกว่าหมื่น ยี่ห้อไหนดี





ทีวีราคาถูกในปัจจุบันมีคุณภาพที่ไม่น้อยหน้าไปกว่าทีวีราคาแพงเลย โดยแค่งบเพียง 10,000 บาทก็สามารถซื้อทีวี 4K ดีๆ ได้ แบรนด์อย่าง TCL และ Hisense ได้นำเทคโนโลยี QLED มาช่วยให้สีสันที่ได้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าคุณจะเล็ง TCL T6C ที่โดดเด่นรอบด้าน หรือHisense E7Q ที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว ตัวเลือกทีวีเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า ทีวีราคาประหยัดก็สามารถให้ประสบการณ์ภาพระดับพรีเมี่ยมได้
โดยรวมดีที่สุด

ใช้งานทั่วไป:
ดูกีฬา:
เล่นเกม:
ดูหนัง:
ประเภทของจอ
QLED
ความละเอียดหน้าจอ
3840x2160
อัตรารีเฟรช
60 Hz Native
HDR Format
HDR10+
ระบบปฏิบัติการ
Google TV
ตัวเลือกขนาดจอ
43, 50, 55, 65, 75, 85 นิ้ว
TCL T6C ได้กลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการทีวีคุณภาพเยี่ยมโดยไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลเป็นชั่วโมง ด้วยหน้าจอ QLED ที่ให้คอนทราสต์สูง จับคู่กับชิปประมวลผล AiPQ รุ่นล่าสุด ทำให้สามารถถ่ายทอดสีสันที่สดใสและแม่นยำ ซึ่งปกติแล้วคุณภาพระดับนี้มักจะมาพร้อมกับราคาที่สูงกว่านี้มาก
Google TV มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว แอปสตรีมมิ่งต่างๆ มีให้อย่างครบครัน นอกจากนี้ยังมีโหมด Game Accelerator ที่เพิ่มเฟรมเรทให้ภาพเป็น 120Hz และยังรองรับฟีเจอร์สำหรับการเล่นเกมอย่าง ALLM และ VRR อีกด้วย
สำหรับการรับชมภาพยนตร์ ทีวีเครื่องนี้แสดงเฉดสีที่สดใสและแม่นยำ โดยมีขอบเขตสีกว้างถึง 93% อีกทั้งความสว่างและคอนทราสต์สูงกว่าทีวีในราคาใกล้เคียงกัน ช่วยให้ภาพที่ได้มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น
อ่านรีวิวเต็ม: ทีวี TCL รุ่น T6C
ดีที่สุดสำหรับเล่นเกม

ใช้งานทั่วไป:
ดูกีฬา:
เล่นเกม:
ดูหนัง:
ประเภทของจอ
QLED
ความละเอียดหน้าจอ
3840x2160
อัตรารีเฟรช
60 Hz
HDR Format
HDR10+
ระบบปฏิบัติการ
VIDAA
ตัวเลือกขนาดจอ
43, 50, 55, 65, 75, 85 นิ้ว
สำหรับเกมเมอร์ที่ทุ่มงบทั้งหมดไปกับ PS5 และกำลังมองหาทีวีราคาประหยัด Hisense E7Q คือตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่ง แม้ว่าอัตรารีเฟรชจะอยู่ที่ 60Hz แต่ตัวทีวีมาพร้อมกับ Game Mode Plus ที่จะทำงานอัตโนมัติทันทีเมื่อเปิดเครื่องคอนโซล ช่วยลด Input Lag อย่างเห็นได้ชัด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกการกดปุ่มได้รับการตอบสนองในทันที
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Variable Refresh Rate (VRR) และ Auto Low Latency Mode (ALLM) ที่ลดอาการภาพฉีกเมื่อเฟรมเรทไม่สม่ำเสมอ บวกกับพอร์ต HDMI 2.1 อีก 3 ช่อง ทำให้ไม่ต้องมีการสลับสายต่อเครื่องเกมบ่อยๆ
สำหรับการใช้งานทั่วไป ระบบปฏิบัติการ VIDAA ยังรวดเร็วอย่างน่าประทับใจ ช่วยให้คุณเข้าถึงเกมหรือแอปโปรดได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากเปิดเครื่อง
อ่านรีวิวเต็ม: ทีวี Hisense รุ่น E7Q
ดีที่สุดสำหรับดูหนัง

ใช้งานทั่วไป:
ดูกีฬา:
เล่นเกม:
ดูหนัง:
ประเภทของจอ
QLED
ความละเอียดหน้าจอ
3840x2160
อัตรารีเฟรช
60 Hz
HDR Format
HDR10+ Adaptive, Dolby Vision IQ
ระบบปฏิบัติการ
VIDAA
ตัวเลือกขนาดจอ
43, 50, 55, 65, 85 นิ้ว
ในงบหนึ่งหมื่นบาทสามารถซื้อ Toshiba E450RP ขนาด 55 นิ้วได้ โดยทีวีตัวนี้เป็นหน้าจอ QLED ซึ่งให้ขอบเขตสีกว้างและแม่นยำ ช่วยให้ภาพที่ได้ดูเป็นธรรมชาติ
รองรับการดูหนัง HDR โดยซัพพอร์ตทั้ง HDR10+ Adaptive และ Dolby Vision IQ ทำให้ภาพที่ได้มีสีสันสดใสและสมจริงอย่างเหลือเชื่อ
ใครที่ต้องการความแม่นยำของสีระดับโรงภาพยนตร์และรูปลักษณ์ของทีวีที่ทันสมัย ทีวีตัวนี้สามารถเปลี่ยนห้องนั่งเล่นให้กลายเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กด้วยราคาย่อมเยาว์
อ่านรีวิวเต็ม: ทีวี Toshiba QLED รุ่น E450RP
ดีที่สุดสำหรับใช้งานทั่วไป

ทีวี SAMSUNG Crystal UHD รุ่น UE100F
ใช้งานทั่วไป:
ดูกีฬา:
เล่นเกม:
ดูหนัง:
ประเภทของจอ
LED
ความละเอียดหน้าจอ
3840x2160
อัตรารีเฟรช
60 Hz
HDR Format
HDR10+
ระบบปฏิบัติการ
Tizen™ Smart TV
ตัวเลือกขนาดจอ
43, 50, 55, 65, 75, 85 นิ้ว
ทีวีของ Samsung ยังคงมาตรฐานในด้านความเสถียรของระบบสมาร์ททีวี โดยทีวีตระกูล Crystal UHD ใช้ระบบปฏิบัติการ Tizen OS โดดเด่นด้วยความลื่นไหลในการใช้งานและแทบจะไร้อาการหน่วงที่มักพบได้ในทีวีราคาถูก
คุณภาพของภาพมีความสม่ำเสมอและดูเป็นธรรมชาติ ด้วยชิปประมวลผลที่อัปสเกลคอนเทนต์ทั่วไป ให้ดูคมชัดบนหน้าจอ 4K
นอกจากนี้ทีวีของ Samsung ยังมีเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุมและแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่แทบจะไม่เคยเจอปัญหาจุกจิก หากคุณต้องการทีวีที่เปิดปุ๊บติดปั๊บและทำงานได้ดีตามที่คาดหวังไว้ เราแนะนำทีวีรุ่นนี้เลย
อ่านรีวิวเต็ม: ทีวี SAMSUNG Crystal UHD รุ่น UE100F
งบต่ำกว่า 5,000 บาท

ใช้งานทั่วไป:
ดูกีฬา:
เล่นเกม:
ดูหนัง:
ประเภทของจอ
LED
ความละเอียดหน้าจอ
1366x768
อัตรารีเฟรช
60 Hz
ระบบปฏิบัติการ
VIDAA
ตัวเลือกขนาดจอ
32, 43 นิ้ว
สำหรับคนที่มีงบจำกัด ทีวี Toshiba รุ่น E31RP ถือว่าเป็นตัวเลือกที่ดี โดยแม้ว่าจะไม่ได้หน้าจอ 4K แต่ทีวีตัวนี้สามารถให้ภาพคมชัด Full HD พร้อมรองรับการเชื่อมต่อ WiFi ไม่ว่าจะใช้ดูเน็ตฟลิกซ์หรือยูทูปก็สามารถทำได้ผ่านระบบปฏิบัติการ VIDAA หรือจะใช้ดูรายการเคเบิลทีวีทั่วไปก็ทำได้อย่างไม่ขี้เหล่
อ่านรีวิวเต็ม: ทีวี Toshiba รุ่น E31RP
เกณฑ์การให้คะแนน
เราได้ให้คะแนนทีวีโดยแบ่งเป็น 4 หมวดหมู่ตามการใช้งาน แต่ละหมวดหมู่จะให้คะแนนตามข้อมูลทางเทคนิคของทีวี ดังต่อไปนี้
- การใช้งานทั่วไป: ให้คะแนนจากระบบปฏิบัติการ, การเข้าถึงแอปต่างๆ, ความสว่างของหน้าจอ, พลังการประมวลผล, ประเภทพาเนล และมุมมองการรับชม
- การดูกีฬา: ให้คะแนนจากอัตรารีเฟรช, ความเร็วในการตอบสนอง, ความสว่างของหน้าจอ, ระบบเสียง และมุมมองการรับชม
- การเล่นเกม: ให้คะแนนจากอัตรารีเฟรช, ความเร็วในการตอบสนองและ Input Lag, การรองรับฟีเจอร์สำหรับเล่นเกมอย่าง ALLM และ VRR, และรองรับพอร์ต HDMI 2.1
- การดูหนัง: ให้คะแนนจากค่าคอนทราสต์สี, ความสว่างของหน้าจอ, ขอบเขตและระดับสี, การรองรับ HDR, และ Local Dimming
อ่านบทความเต็ม: การให้คะแนนทีวีของเรา
เปรียบเทียบคะแนน
เปรียบเทียบคะแนนของทีวีแต่ละรุ่น คะแนนแบ่งเป็น 4 หมวด ได้แก่ ใช้งานทั่วไป, ดูกีฬา, เล่นเกม, ดูหนัง และคะแนนรวม
การเลือกซื้อทีวีให้เหมาะกับการใช้งาน
ขนาดหน้าจอ
เลือกขนาดหน้าจอจากระยะห่างจากที่นั่งถึงทีวี โดยเราได้สรุปหน้าจอแต่ละขนาดให้เข้าใจได้ง่าย ดังนี้
- 32 นิ้ว เหมาะกับระยะห่างจากทีวี 1.0 – 1.6 เมตร
- 43 นิ้ว เหมาะกับระยะห่างจากทีวี 1.3 – 1.8 เมตร
- 50 นิ้ว เหมาะกับระยะห่างจากทีวี 1.5 – 2.1 เมตร
- 55 นิ้ว เหมาะกับระยะห่างจากทีวี 1.7 – 2.3 เมตร
- 65 นิ้ว เหมาะกับระยะห่างจากทีวี 2.0 – 2.7 เมตร
- 75 นิ้ว เหมาะกับระยะห่างจากทีวี 2.3 – 3.1 เมตร
สเปคเครื่อง
สำหรับการดูข้อมูลสินค้าของทีวีมีคำทางเทคนิคมากมายที่อาจทำให้หลายๆ คนงงได้ เราจึงได้สรุปการดูสเปคเครื่องง่ายๆ ตามความต้องการในการใช้งาน ดังนี้
- สำหรับการใช้งานทั่วไป: ให้โฟกัสไปที่ระบบการอัปสเกลภาพ เนื่องจากรายการทีวีช่องเคเบิลส่วนใหญ่ยังไม่ได้แพร่ภาพเป็นระบบ 4K ทีวีที่มีชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง (เช่น AiPQ ของ TCL หรือ Crystal Processor ของ Samsung) จะช่วยให้คอนเทนต์ทั่วไปดูคมชัดขึ้น
- สำหรับคอหนัง: หากตั้งทีวีไว้ในห้องที่มีแสงแดดส่องเข้ามาก ให้ความสำคัญกับความสว่างสูงสุด เพราะหากความสว่างน้อย หน้าจอจะไม่สามารถแสดงภาพสู้แสงแดดได้ ส่วนการรับชมคอนเทนต์แบบ HDR ควรเลือกโมเดลที่รองรับ Dolby Vision หรือ HDR10+ เพื่อให้มั่นใจว่าได้ภาพรายละเอียดครบถ้วนและสีสันโดดเด่น
- สำหรับการเล่นเกม: ให้ความสำคัญกับค่าความหน่วง (Input Lag) โดยควรต่ำกว่า 15ms และมีรีเฟรชเรทสูง แม้ว่า 60Hz จะเป็นมาตรฐานของทีวีราคาถูก แต่ต้องแน่ใจว่าตัวเครื่องรองรับ Auto Low Latency Mode (ALLM) และ Variable Refresh Rate (VRR) เพื่อให้การเล่นเกมของคุณลื่นไหลและไม่มีอาการภาพฉีก
การเชื่อมต่อ
อีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามในการเลือกซื้อทีวีคือการเชื่อมต่ออุปกรณ์ ไม่ว่าจะผ่าน WiFi, Bluetooth หรือ HDMI เราได้สรุปภาพรวมการเชื่อมต่อไว้คร่าวๆ ดังนี้
- พอร์ต HDMI: ทีวีควรมีพอร์ต HDMI อย่างน้อย 3 ช่อง หากต้องการใช้กับเครื่องเกมอย่าง PS5 ให้มองหา HDMI 2.1 เพื่อใช้ประโยชน์จากการส่งสัญญาณ 4K@120Hz (หากหน้าจอรองรับ) หรืออย่างน้อยที่สุดพอร์ตควรรองรับ eARC สำหรับการเชื่อมต่อซาวด์บาร์
- การเชื่อมต่อไร้สาย: ตรวจสอบว่ารองรับ Dual-band Wi-Fi (Wi-Fi 2.4G/5G) หรือไม่ เพราะทีวีราคาถูกมักจะใช้เพียง 2.4GHz ซึ่งอาจมีปัญหาในการสตรีมคอนเทนต์ 4K นอกจากนี้ Bluetooth ยังเป็นสิ่งที่ต้องมีหากต้องการเชื่อมต่อหูฟังไร้สายหรือลำโพงไร้สาย
- พอร์ต USB: การมีพอร์ต USB 2.0 หรือ 3.0 อย่างน้อยหนึ่งช่องเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องการจะเล่นไฟล์ภาพยนตร์คุณภาพสูงโดยตรงจาก External drive
บริการหลังการขาย
เพื่อให้แน่ใจว่าทีวีที่ซื้อมาจะใช้ได้ไปอีกหลายปี ควรเช็คเรื่องการรับประกันและการคืนสินค้าให้แน่ใจ
- การรับประกัน: ควรยืนยันระยะเวลาของการรับประกันเสมอ ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ 1 ถึง 3 ปี แบรนด์อย่าง Samsung และ TCL มีเครือข่ายการบริการที่ครอบคลุม ทำให้การเคลมสินค้าทำได้ง่าย
- การลงทะเบียนประกัน: หลายแบรนด์กำหนดให้ต้องลงทะเบียนออนไลน์ภายใน 15 วันหลังจากการซื้อ เพื่อเปิดใช้งานการรับประกัน ควรศึกษาขั้นตอนนี้ให้ดีหลังจากทำการซื้อ
- นโยบายการคืนสินค้า: หากซื้อจากแหล่งช้อปปิ้งออนไลน์ ให้ตรวจสอบว่าสามารถคืนสินค้าได้ภายในกี่วัน สิ่งนี้สำคัญมากสำหรับทีวีราคาประหยัด เพราะจะช่วยให้สามารถเปลี่ยนเครื่องได้ทันทีหากพบปัญหาในการใช้งาน