Sabuy Sabuy Icon

งบหนึ่งหมื่นบาท ซื้อทีวียี่ห้อไหนดี

รวบรวมทีวีราคาต่ำกว่าหนึ่งหมื่นบาท อย่าง TCL T6C ที่โดดเด่นรอบด้าน Hisense E7Q สำหรับคอเกม Xiaomi A Pro ให้ภาพระดับพรีเมี่ยม และ Samsung Crystal UHD ที่ระบบสมาร์ททีวีเสถียรที่สุด

สนับสนุนเว็บไซต์ด้วยการกดดูสินค้าผ่านลิ้งก์ในบทความ เราได้รับค่าคอมมิชชันทุกครั้งที่มีการกดซื้อสินค้าผ่านลิ้งก์ อ่านเพิ่มเติม

ทีวีราคาต่ำกว่าหมื่น ยี่ห้อไหนดี

ทีวีราคาถูกในปัจจุบันมีคุณภาพที่ไม่น้อยหน้าไปกว่าทีวีราคาแพงเลย โดยแค่งบเพียง 10,000 บาทก็สามารถซื้อทีวี 4K ดีๆ ได้ แบรนด์อย่าง TCL และ Hisense ได้นำเทคโนโลยี QLED มาช่วยให้สีสันที่ได้มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ไม่ว่าคุณจะเล็ง TCL T6C ที่โดดเด่นรอบด้าน, Hisense E7Q ที่ตอบสนองได้อย่างรวดเร็ว หรือดีไซน์ไร้ขอบสุดโฉบเฉี่ยวของ Xiaomi A Pro ตัวเลือกทีวีเหล่านี้เป็นข้อพิสูจน์ว่า ทีวีราคาประหยัดก็สามารถให้ประสบการณ์ภาพระดับพรีเมี่ยมได้

โดยรวมดีที่สุด

รูปภาพหน้าปก ทีวี TCL รุ่น T6C

ทีวี TCL รุ่น T6C

ใช้งานทั่วไป:

7.0

ดูกีฬา:

6.2

เล่นเกม:

6.8

ดูหนัง:

6.6

ประเภทของจอ

QLED

ความละเอียดหน้าจอ

3840x2160

อัตรารีเฟรช

60 Hz Native

HDR Format

HDR10+

ระบบปฏิบัติการ

Google TV

ตัวเลือกขนาดจอ

43, 50, 55, 65, 75, 85 นิ้ว

TCL T6C ได้กลายเป็นตัวเลือกอันดับหนึ่งสำหรับคนที่ต้องการทีวีคุณภาพเยี่ยมโดยไม่ต้องเสียเวลาหาข้อมูลเป็นชั่วโมง ด้วยหน้าจอ QLED ที่ให้คอนทราสต์สูง จับคู่กับชิปประมวลผล AiPQ รุ่นล่าสุด ทำให้สามารถถ่ายทอดสีสันที่สดใสและแม่นยำ ซึ่งปกติแล้วคุณภาพระดับนี้มักจะมาพร้อมกับราคาที่สูงกว่านี้มาก

Google TV มีอินเทอร์เฟซที่ใช้งานได้ง่ายและรวดเร็ว แอปสตรีมมิ่งต่างๆ มีให้อย่างครบครัน นอกจากนี้ยังมีโหมด Game Accelerator ที่เพิ่มเฟรมเรทให้ภาพเป็น 120Hz และยังรองรับฟีเจอร์สำหรับการเล่นเกมอย่าง ALLM และ VRR อีกด้วย

สำหรับการรับชมภาพยนตร์ ทีวีเครื่องนี้แสดงเฉดสีที่สดใสและแม่นยำ โดยมีขอบเขตสีกว้างถึง 93% อีกทั้งความสว่างและคอนทราสต์สูงกว่าทีวีในราคาใกล้เคียงกัน ช่วยให้ภาพที่ได้มีความสมจริงมากยิ่งขึ้น

อ่านรีวิวเต็ม: ทีวี TCL รุ่น T6C

ดีที่สุดสำหรับเล่นเกม

รูปภาพหน้าปก ทีวี Hisense รุ่น E7Q

ทีวี Hisense รุ่น E7Q

ใช้งานทั่วไป:

6.1

ดูกีฬา:

5.8

เล่นเกม:

6.8

ดูหนัง:

6.3

ประเภทของจอ

QLED

ความละเอียดหน้าจอ

3840x2160

อัตรารีเฟรช

60 Hz

HDR Format

HDR10+

ระบบปฏิบัติการ

VIDAA

ตัวเลือกขนาดจอ

43, 50, 55, 65, 75, 85 นิ้ว

สำหรับเกมเมอร์ที่ทุ่มงบทั้งหมดไปกับ PS5 และกำลังมองหาทีวีราคาประหยัด Hisense E7Q คือตัวเลือกที่เหมาะสมอย่างยิ่ง แม้ว่าอัตรารีเฟรชจะอยู่ที่ 60Hz แต่ตัวทีวีมาพร้อมกับ Game Mode Plus ที่จะทำงานอัตโนมัติทันทีเมื่อเปิดเครื่องคอนโซล ช่วยลด Input Lag อย่างเห็นได้ชัด เพื่อให้แน่ใจว่าทุกการกดปุ่มได้รับการตอบสนองในทันที

นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ Variable Refresh Rate (VRR) และ Auto Low Latency Mode (ALLM) ที่ลดอาการภาพฉีกเมื่อเฟรมเรทไม่สม่ำเสมอ บวกกับพอร์ต HDMI 2.1 อีก 3 ช่อง ทำให้ไม่ต้องมีการสลับสายต่อเครื่องเกมบ่อยๆ

สำหรับการใช้งานทั่วไป ระบบปฏิบัติการ VIDAA ยังรวดเร็วอย่างน่าประทับใจ ช่วยให้คุณเข้าถึงเกมหรือแอปโปรดได้ในเวลาเพียงไม่กี่วินาทีหลังจากเปิดเครื่อง

อ่านรีวิวเต็ม: ทีวี Hisense รุ่น E7Q

ดีที่สุดสำหรับดูหนัง

รูปภาพหน้าปก ทีวี Xiaomi รุ่น A Pro

ทีวี Xiaomi รุ่น A Pro

ใช้งานทั่วไป:

6.3

ดูกีฬา:

5.9

เล่นเกม:

6.7

ดูหนัง:

6.6

ประเภทของจอ

QLED

ความละเอียดหน้าจอ

3840x2160

อัตรารีเฟรช

60 Hz Native

HDR Format

HDR10+

ระบบปฏิบัติการ

Google TV

ตัวเลือกขนาดจอ

32, 43, 55, 65 นิ้ว

ดีไซน์คือสิ่งแรกที่สะดุดตา ด้วยตัวเครื่องโลหะแบบ Unibody ช่วยเพิ่มความพรีเมียมและขอบจอที่แทบจะเป็นทีวีไร้ขอบ มอบรูปลักษณ์ที่เข้ากับห้องนั่งเล่นที่ทันสมัยได้อย่างลงตัว

หน้าจอ QLED ที่ครอบคลุมขอบเขตสีได้ถึง 94% และรองรับ HDR10+ ทำให้ภาพที่ได้มีสีสันสดใสและสมจริงอย่างเหลือเชื่อ ใครที่ต้องการความแม่นยำของสีระดับโรงภาพยนตร์และรูปลักษณ์ของทีวีที่โฉบเฉี่ยว ทีวีตัวนี้สามารถเปลี่ยนห้องนั่งเล่นให้กลายเป็นโรงภาพยนตร์ขนาดเล็กด้วยราคาสุดคุ้มค่า

อ่านรีวิวเต็ม: ทีวี Xiaomi รุ่น A Pro

ระบบสมาร์ททีวีดีที่สุด

รูปภาพหน้าปก SAMSUNG ทีวี Crystal UHD รุ่น UE800F

ทีวี SAMSUNG Crystal UHD รุ่น UE100F

ใช้งานทั่วไป:

6.5

ดูกีฬา:

5.7

เล่นเกม:

6.7

ดูหนัง:

6.0

ประเภทของจอ

LED

ความละเอียดหน้าจอ

3840x2160

อัตรารีเฟรช

60 Hz

HDR Format

HDR10+

ระบบปฏิบัติการ

Tizen™ Smart TV

ตัวเลือกขนาดจอ

43, 50, 55, 65, 75, 85 นิ้ว

ทีวีของ Samsung ยังคงมาตรฐานในด้านความเสถียรของระบบสมาร์ททีวี โดยทีวีตระกูล Crystal UHD ใช้ระบบปฏิบัติการ Tizen OS โดดเด่นด้วยความลื่นไหลในการใช้งานและแทบจะไร้อาการหน่วงที่มักพบได้ในทีวีราคาถูก

คุณภาพของภาพมีความสม่ำเสมอและดูเป็นธรรมชาติ ด้วยชิปประมวลผลที่อัปสเกลคอนเทนต์ทั่วไป ให้ดูคมชัดบนหน้าจอ 4K

นอกจากนี้ทีวีของ Samsung ยังมีเครือข่ายศูนย์บริการที่ครอบคลุมและแพลตฟอร์มซอฟต์แวร์ที่แทบจะไม่เคยเจอปัญหาจุกจิก หากคุณต้องการทีวีที่เปิดปุ๊บติดปั๊บและทำงานได้ดีตามที่คาดหวังไว้ เราแนะนำทีวีรุ่นนี้เลย

อ่านรีวิวเต็ม: ทีวี SAMSUNG Crystal UHD รุ่น UE100F

งบต่ำกว่า 5,000 บาท

รูปภาพหน้าปก ทีวี Hisense รุ่น E4Q

ทีวี Hisense รุ่น E4Q

ใช้งานทั่วไป:

5.5

ดูกีฬา:

5.0

เล่นเกม:

5.9

ดูหนัง:

5.7

ประเภทของจอ

LED

ความละเอียดหน้าจอ

1920x1080

อัตรารีเฟรช

60 Hz

HDR Format

HDR10

ระบบปฏิบัติการ

VIDAA Smart TV

ตัวเลือกขนาดจอ

32, 40 นิ้ว

สำหรับคนที่มีงบไม่มาก แต่ไม่อยากลงเอยกับทีวีคุณภาพต่ำ เราแนะนำ Hisense E4Q ที่สามารถรักษาคุณภาพสินค้าไว้ได้ แม้ว่าจะมีราคาถูก แทนที่จะซื้อทีวี 4K คุณภาพต่ำ ทีวีเครื่องนี้มอบภาพ Full HD ที่คมชัดและใสกิ๊ก ซึ่งเอาเข้าจริงแล้วดูดีกว่าจอ 4K ราคาถูกเมื่อต้องดูในหน้าจอขนาดเล็ก

ระบบปฏิบัติการ VIDAA ก็ถูกใส่มาให้ด้วยเช่นกัน ดังนั้นคุณจะไม่พลาดทั้ง Netflix, YouTube หรือแอปสตรีมมิ่งต่างๆ หรือจะใช้ดูรายการทีวีทั่วไปก็ทำได้ดีเช่นเดียวกัน

อ่านรีวิวเต็ม: ทีวี Hisense รุ่น E4Q

เกณฑ์การให้คะแนน

เราได้ให้คะแนนทีวีโดยแบ่งเป็น 4 หมวดหมู่ตามการใช้งาน แต่ละหมวดหมู่จะให้คะแนนตามข้อมูลทางเทคนิคของทีวี ดังต่อไปนี้

  • การใช้งานทั่วไป: ให้คะแนนจากระบบปฏิบัติการ, การเข้าถึงแอปต่างๆ, ความสว่างของหน้าจอ, พลังการประมวลผล, ประเภทพาเนล และมุมมองการรับชม
  • การดูกีฬา: ให้คะแนนจากอัตรารีเฟรช, ความเร็วในการตอบสนอง, ความสว่างของหน้าจอ, ระบบเสียง และมุมมองการรับชม
  • การเล่นเกม: ให้คะแนนจากอัตรารีเฟรช, ความเร็วในการตอบสนองและ Input Lag, การรองรับฟีเจอร์สำหรับเล่นเกมอย่าง ALLM และ VRR, และรองรับพอร์ต HDMI 2.1
  • การดูหนัง: ให้คะแนนจากค่าคอนทราสต์สี, ความสว่างของหน้าจอ, ขอบเขตและระดับสี, การรองรับ HDR, และ Local Dimming

อ่านบทความเต็ม: การให้คะแนนทีวีของเรา

เปรียบเทียบคะแนน

เปรียบเทียบคะแนนของทีวีแต่ละรุ่น คะแนนแบ่งเป็น 4 หมวด ได้แก่ ใช้งานทั่วไป, ดูกีฬา, เล่นเกม, ดูหนัง และคะแนนรวม

การเลือกซื้อทีวีให้เหมาะกับการใช้งาน

ขนาดหน้าจอ

เลือกขนาดหน้าจอจากระยะห่างจากที่นั่งถึงทีวี โดยเราได้สรุปหน้าจอแต่ละขนาดให้เข้าใจได้ง่าย ดังนี้

  • 32 นิ้ว เหมาะกับระยะห่างจากทีวี 1.0 – 1.6 เมตร
  • 43 นิ้ว เหมาะกับระยะห่างจากทีวี 1.3 – 1.8 เมตร
  • 50 นิ้ว เหมาะกับระยะห่างจากทีวี 1.5 – 2.1 เมตร
  • 55 นิ้ว เหมาะกับระยะห่างจากทีวี 1.7 – 2.3 เมตร
  • 65 นิ้ว เหมาะกับระยะห่างจากทีวี 2.0 – 2.7 เมตร
  • 75 นิ้ว เหมาะกับระยะห่างจากทีวี 2.3 – 3.1 เมตร

สเปคเครื่อง

สำหรับการดูข้อมูลสินค้าของทีวีมีคำทางเทคนิคมากมายที่อาจทำให้หลายๆ คนงงได้ เราจึงได้สรุปการดูสเปคเครื่องง่ายๆ ตามความต้องการในการใช้งาน ดังนี้

  • สำหรับการใช้งานทั่วไป: ให้โฟกัสไปที่ระบบการอัปสเกลภาพ เนื่องจากรายการทีวีช่องเคเบิลส่วนใหญ่ยังไม่ได้แพร่ภาพเป็นระบบ 4K ทีวีที่มีชิปประมวลผลประสิทธิภาพสูง (เช่น AiPQ ของ TCL หรือ Crystal Processor ของ Samsung) จะช่วยให้คอนเทนต์ทั่วไปดูคมชัดขึ้น
  • สำหรับคอหนัง: หากตั้งทีวีไว้ในห้องที่มีแสงแดดส่องเข้ามาก ให้ความสำคัญกับความสว่างสูงสุด เพราะหากความสว่างน้อย หน้าจอจะไม่สามารถแสดงภาพสู้แสงแดดได้ ส่วนการรับชมคอนเทนต์แบบ HDR ควรเลือกโมเดลที่รองรับ Dolby Vision หรือ HDR10+ เพื่อให้มั่นใจว่าได้ภาพรายละเอียดครบถ้วนและสีสันโดดเด่น
  • สำหรับการเล่นเกม: ให้ความสำคัญกับค่าความหน่วง (Input Lag) โดยควรต่ำกว่า 15ms และมีรีเฟรชเรทสูง แม้ว่า 60Hz จะเป็นมาตรฐานของทีวีราคาถูก แต่ต้องแน่ใจว่าตัวเครื่องรองรับ Auto Low Latency Mode (ALLM) และ Variable Refresh Rate (VRR) เพื่อให้การเล่นเกมของคุณลื่นไหลและไม่มีอาการภาพฉีก

การเชื่อมต่อ

อีกหนึ่งปัจจัยที่ไม่ควรมองข้ามในการเลือกซื้อทีวีคือการเชื่อมต่ออุปกรณ์ ไม่ว่าจะผ่าน WiFi, Bluetooth หรือ HDMI เราได้สรุปภาพรวมการเชื่อมต่อไว้คร่าวๆ ดังนี้

  • พอร์ต HDMI: ทีวีควรมีพอร์ต HDMI อย่างน้อย 3 ช่อง หากต้องการใช้กับเครื่องเกมอย่าง PS5 ให้มองหา HDMI 2.1 เพื่อใช้ประโยชน์จากการส่งสัญญาณ 4K@120Hz (หากหน้าจอรองรับ) หรืออย่างน้อยที่สุดพอร์ตควรรองรับ eARC สำหรับการเชื่อมต่อซาวด์บาร์
  • การเชื่อมต่อไร้สาย: ตรวจสอบว่ารองรับ Dual-band Wi-Fi (Wi-Fi 2.4G/5G) หรือไม่ เพราะทีวีราคาถูกมักจะใช้เพียง 2.4GHz ซึ่งอาจมีปัญหาในการสตรีมคอนเทนต์ 4K นอกจากนี้ Bluetooth ยังเป็นสิ่งที่ต้องมีหากต้องการเชื่อมต่อหูฟังไร้สายหรือลำโพงไร้สาย
  • พอร์ต USB: การมีพอร์ต USB 2.0 หรือ 3.0 อย่างน้อยหนึ่งช่องเป็นสิ่งสำคัญมาก โดยเฉพาะเมื่อต้องการจะเล่นไฟล์ภาพยนตร์คุณภาพสูงโดยตรงจาก External drive

บริการหลังการขาย

เพื่อให้แน่ใจว่าทีวีที่ซื้อมาจะใช้ได้ไปอีกหลายปี ควรเช็คเรื่องการรับประกันและการคืนสินค้าให้แน่ใจ

  • การรับประกัน: ควรยืนยันระยะเวลาของการรับประกันเสมอ ซึ่งโดยปกติจะอยู่ที่ 1 ถึง 3 ปี แบรนด์อย่าง Samsung และ TCL มีเครือข่ายการบริการที่ครอบคลุม ทำให้การเคลมสินค้าทำได้ง่าย
  • การลงทะเบียนประกัน: หลายแบรนด์กำหนดให้ต้องลงทะเบียนออนไลน์ภายใน 15 วันหลังจากการซื้อ เพื่อเปิดใช้งานการรับประกัน ควรศึกษาขั้นตอนนี้ให้ดีหลังจากทำการซื้อ
  • นโยบายการคืนสินค้า: หากซื้อจากแหล่งช้อปปิ้งออนไลน์ ให้ตรวจสอบว่าสามารถคืนสินค้าได้ภายในกี่วัน สิ่งนี้สำคัญมากสำหรับทีวีราคาประหยัด เพราะจะช่วยให้สามารถเปลี่ยนเครื่องได้ทันทีหากพบปัญหาในการใช้งาน

คำถามที่พบบ่อย

Google TV คือระบบปฏิบัติการที่พัฒนาต่อยอดมาจาก Android TV โดยเน้นการแนะนำคอนเทนต์ตามความชอบของผู้ใช้รายบุคคล และรองรับแอปพลิเคชันจาก Play Store ขณะที่ Smart TV ทั่วไปอาจใช้ระบบเฉพาะของแบรนด์ เช่น Tizen ของ Samsung ซึ่งมีความเสถียรสูงแต่อาจมีแอปให้เลือกน้อยกว่า