แอร์รุ่นไหนดีที่สุด




การเลือกซื้อเครื่องปรับอากาศจำเป็นต้องพิจารณาหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นขนาด BTU การทำความเย็น การดูแลรักษา และการประหยัดไฟ เพราะเครื่องปรับอากาศตัวนึงจะอยู่ติดกับห้องไปนานหลายปี การลงทุนซื้อเครื่องปรับอากาศดีๆ จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม ในบทความนี้เราได้รวบรวมสุดยอดแอร์ที่ดีที่สุดมาช่วยให้คุณผู้อ่านเลือกซื้อแอร์ได้ง่ายขึ้นและถูกใจตามสไตล์การใช้งาน
แอร์พรีเมี่ยม

แอร์ MITSUBISHI HEAVY DUTY รุ่น Super Deluxe Inverter (ZSXS)
ความสบาย:
ประสิทธิภาพ:
คุณภาพอากาศ:
การใช้งาน:
BTU
8,770 / 12,103 / 17,105 / 20,977
คอมเพรสเซอร์
DC PAM Inverter
ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
SEER 20.51–25.69
ฟีเจอร์หลัก
Jet Flow, Self-Cleaning, Auto Off
ค่าไฟต่อปี (12,103 BTU)
7,163 บาท
การรับประกัน
รับประกัน 5 ปีทุกชิ้นส่วน
สำหรับคนที่ต้องการแอร์พรีเมี่ยมที่ดีที่สุด แอร์ MITSUBISHI HEAVY DUTY รุ่น Super Deluxe Inverter เป็นหนึ่งในแอร์อินเวอร์เตอร์ที่ประสิทธิภาพสูงที่สุด ช่วยให้ประหยัดค่าไฟได้ดีแม้ว่าจะเปิดแอร์ตลอดเวลา ตัวแอร์มีเสียงขณะทำงานเพียง 19 เดซิเบลซึ่งเบาจนแทบไม่ได้ยิน
แอร์มาพร้อมแผ่นกรองอากาศที่สามารถกำจัดฝุ่นละอองขนาดเล็กรวมไปถึง PM2.5 แบคทีเรีย และสารก่อภูมิแพ้ และยังมีโหมดการทำงานที่สามารถทำลายแบคทีเรียที่สะสมอยู่บนแผ่นกรองได้ ช่วยให้อากาศที่ได้สะอาดอยู่เสมอ
แอร์กระจายลมได้สามมิติ ช่วยให้อากาศเย็นเข้าทั่วถึงทุกมุมห้อง อีกทั้งมีการใช้เซ็นเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว โดยแอร์จะปิดเครื่องอัตโนมัติเมื่อไม่มีการเคลื่อนไหวในห้อง
อ่านรีวิวเต็ม: แอร์ MITSUBISHI HEAVY DUTY รุ่น Super Deluxe Inverter (ZSXS)
ตัวเลือกแอร์พรีเมี่ยมอื่น


แอร์คุ้มค่าที่สุด

ความสบาย:
ประสิทธิภาพ:
คุณภาพอากาศ:
การใช้งาน:
BTU
9,200 / 12,000 / 18,100 / 23,900
คอมเพรสเซอร์
AI Full DC Inverter
ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
SEER 20.37–22.08
ฟีเจอร์หลัก
T-AI Energy Saving, Self-Cleaning, Gentle Breeze
ค่าไฟต่อปี (12,000 BTU)
8,472 บาท
การรับประกัน
1 ปี (อะไหล่) / 5 ปี (คอมเพรสเซอร์)
หากมีงบจำกัด แต่อยากได้แอร์ดีๆ เราแนะนำแอร์ของ TCL รุ่นนี้เลย โดดเด่นด้วยการใช้ AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลอุณหภูมิห้องเพื่อปรับความถี่ของคอมเพรสเซอร์ ช่วยให้ประหยัดพลังงานได้มากกว่าแอร์ในราคาใกล้เคียงกัน
ตัวแอร์ให้ลมนุ่มสบายด้วยการผ่านบานสวิงที่มีรูระบายลมขนาดเล็กกว่า 1,422 รู ช่วยเปลี่ยนลมที่ปะทะตัวให้กลายเป็นกระแสลมที่นุ่มนวล และแอร์ใช้ไส้กรองแบบ HEPA ที่สามารถกรองฝุ่น PM2.5 และอนุภาคขนาดเล็ก รวมไปถึงเชื้อราและแบคทีเรียได้ดีกว่าไส้กรองทั่วๆ ไป
อ่านรีวิวเต็ม: แอร์ TCL รุ่น BreezeIN
ตัวเลือกแอร์คุ้มค่าอื่น


แอร์ประหยัดไฟที่สุด

แอร์ Carrier รุ่น X-Inverter Plus
ความสบาย:
ประสิทธิภาพ:
คุณภาพอากาศ:
การใช้งาน:
BTU
9,200 / 12,200 / 15,000 / 18,200 / 20,400 / 25,200 / 27,600
คอมเพรสเซอร์
Inverter (Rotary / Twin Rotary)
ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
SEER 17.33–24.56
ฟีเจอร์หลัก
4 Way Auto Louver, Self-Cleaning, X-Ionizer
ค่าไฟต่อปี (12,200 BTU)
7,252 บาท
การรับประกัน
5 ปี (อะไหล่ทุกชิ้นส่วน) / 10 ปี (คอมเพรสเซอร์)
แอร์ Carrier X-Inverter Plus เป็นแอร์ที่ประหยัดไฟได้ดีที่สุด การันตีโดยฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ระดับห้าดาว ซึ่งเป็นระดับสูงสุด และค่า SEER สูงถึง 24.56 ช่วยให้คุณสามารถเปิดแอร์ทิ้งไว้ทั้งวันได้โดยไม่ต้องกับวลกับค่าไฟเลย
ในการใช้งาน แอร์สามารถสั่งเปิด-ปิดได้ผ่านแอป Carrier In The Air ที่สามารถเช็กค่าไฟได้แบบเรียลไทม์และเรียกดูประวัติการใช้งานย้อนหลังได้ด้วย
นอกเหนือจากการประหยัดไฟแล้ว แอร์ตัวนี้ยังสามารถกระจายลมเย็นได้ถึง 4 ทิศทาง ด้วยการสวิงขึ้น-ลงและซ้าย-ขวา ทำให้ลมเย็นเข้าทั่วถึงทุกมุมห้องแม้จะเป็นห้องขนาดใหญ่ บวกกับ Gentle Touch ที่แม้ว่าลมเย็นจะโดนตัวแต่ก็ไม่รู้สึกเหมือนโดนเป่าตรงๆ ช่วยลดปัญหาผิวแห้งจากการโดนลมแอร์
อ่านรีวิวเต็ม: แอร์ Carrier รุ่น X-Inverter Plus
ตัวเลือกแอร์ประหยัดไฟอื่น


แอร์ให้ความสบายที่สุด

ความสบาย:
ประสิทธิภาพ:
คุณภาพอากาศ:
การใช้งาน:
BTU
9,000 / 12,000 / 18,000 / 21,500
คอมเพรสเซอร์
Digital Inverter
ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
SEER 17.60–19.20
ฟีเจอร์หลัก
WindFree, Self-Cleaning, AI Energy
ค่าไฟต่อปี (12,000 BTU)
9,419 บาท
การรับประกัน
5 ปี (ตัวเครื่อง) / 10 ปี (คอมเพรสเซอร์)
แอร์ SAMSUNG AI WindFree ให้สัมผัสลมเย็นได้แบบไม่ปะทะตัวโดยตรง ด้วยการกระจายลมผ่านรูขนาดเล็ก ทำให้อากาศที่ได้นุ่มนวล นอกจากนี้แอร์ยังสามารถตรวจสอบและลดความชื้นภายในห้องได้ ช่วยให้อากาศในห้องเย็นสบายแต่ไม่หนาวจนเกินไป
แอร์ใช้ระบบอินเวอร์เตอร์ร่วมกับ AI วิเคราะห์การใช้พลังงาน ช่วยให้ประหยัดค่าไฟได้มากขึ้น มีระบบกรองอากาศที่สามารถดักจับฝุ่น PM2.5 แบคทีเรีย ไวรัส และสารก่อภูมิแพ้ได้ถึง 99%
นอกจากการสั่งงานผ่านรีโมทแล้วยังสามารถสั่งงานได้ผ่านแอป SmartThing ซึ่งทำได้ทั้งปรับอุณหภูมิ เปิด-ปิดแอร์ ตรวจสอบอุณหภูมิและคุณภาพอากาศในห้อง รวมถึงดูการใช้ไฟฟ้าของแอร์แบบเรียลไทม์
อ่านรีวิวเต็ม: แอร์ SAMSUNG รุ่น AI WindFree
ตัวเลือกแอร์สบายอื่น


แอร์กรองอากาศดีที่สุด

ความสบาย:
ประสิทธิภาพ:
คุณภาพอากาศ:
การใช้งาน:
BTU
9,200 / 12,500 / 18,000 / 23,200 Btu/h
คอมเพรสเซอร์
Inverter
ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน
SEER 20.30–22.18
ฟีเจอร์หลัก
HI-NANO กำจัดแบคทีเรีย, Self-Cleaning, I-Feel เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิที่รีโมท
ค่าไฟต่อปี (12,500 BTU)
8,990 บาท
การรับประกัน
3 ปี (ตัวเครื่อง) / 12 ปี (คอมเพรสเซอร์)
คนที่ต้องการอากาศสะอาดพิเศษ ไม่ว่าจะเป็นคนที่เป็นภูมิแพ้ได้ง่ายหรืออาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ฝุ่นเยอะ แอร์ Hisense รุ่น X6 Series มีแผ่นกรอง 4 ชั้นซึ่งสามารถกรองได้ทั้งฝุ่น PM2.5 เชื้อโรค E.coli และช่วยดับกลิ่นและสารระเหยได้ นอกจากนี้ยังมีการสร้างประจุไอออนไฟฟ้าเพื่อดักจับแบคทีเรียในอากาศโดยไม่ต้องรอให้อากาศผ่านแผ่นกรอง
แอร์สามารถทำความสะอาดตัวเองได้ โดยจะช่วยลดการสะสมแบคทีเรียและเชื้อราที่อยู่บนแผงคอยล์เย็น ช่วยให้อากาศเย็นและสะอาดอยู่เสมอ และยังสั่งงานได้ผ่านแอป ConnectLife ที่นอกจากจะตั้งเวลาเปิด-ปิด ปรับอุณหภูมิและโหมดการทำงานได้แล้วยังสามารถติดตามการใช้พลังงานได้ตลอดเวลา
อ่านรีวิวเต็ม: แอร์ Hisense รุ่น X6 Series
ตัวเลือกแอร์กรองอากาศอื่น


เกณฑ์การให้คะแนน
เราได้กำหนดเกณฑ์การให้คะแนนแอร์แต่ละรุ่นเพื่อลดการอคติและให้คะแนนอย่างเป็นธรรม โดยคะแนนได้แบ่งเป็น 4 หมวดดังนี้
- ความสบาย: ความสบายของผู้ใช้งาน พิจารณาจากระดับความเงียบของเครื่องและวิธีการกระจายลมเพื่อให้คนในห้องรู้สึกสบายที่สุด
- ประสิทธิภาพ: การประหยัดไฟของแอร์ พิจารณาจากค่าประสิทธิภาพตามฤดูกาลและประเภทของคอมเพรสเซอร์
- คุณภาพอากาศ: ความสะอาดของอากาศที่ออกมาจากแอร์ พิจารณาจากระบบกรองอากาศ การทำความสะอาดตัวเอง
- การใช้งาน: การใช้งานและการดูแลรักษา พิจารณาจากคุณภาพของตัวเครื่อง การควบคุมเครื่อง และความง่ายในการดูแลรักษา
อ่านบทความเต็ม: การให้คะแนนแอร์ของเรา
เปรียบเทียบคะแนน
เปรียบเทียบคะแนนของแอร์แต่ละรุ่น คะแนนแบ่งเป็น 4 หมวด ได้แก่ ความสบาย, ประสิทธิภาพ, คุณภาพอากาศ, การใช้งาน และคะแนนรวม
สิ่งที่ควรพิจารณาก่อนซื้อแอร์
การเลือกซื้อแอร์สิ่งที่สำคัญที่สุดนอกจากยี่ห้อและรุ่นแล้ว ควรพิจารณาสิ่งเหล่านี้ด้วย
1. ขนาด BTU
การเลือก BTU ให้เหมาะสมกับขนาดห้องนั้นสำคัญที่สุด หากเลือก BTU ต่ำไป แอร์จะทำงานหนักตลอดเวลาและห้องไม่เย็น แต่ถ้า BTU สูงเกินไป คอมเพรสเซอร์จะกินไฟเกินกว่าที่จำเป็นต้องใช้
วิธีการคำนวณ BTU สามารถทำได้ดังนี้
ขนาด BTU = พื้นที่ของห้อง x ค่าตัวแปรความร้อน
โดยค่าตัวแปรความร้อนเลือกได้ดังนี้
- ห้องที่ไม่โดนแดด: ค่าตัวแปรความร้อน = 700
- ห้องที่โดนแดดปานกลาง: ค่าตัวแปรความร้อน = 800
- ห้องที่โดดแดดมาก: ค่าตัวแปรความร้อน = 900
ตัวอย่างการคำนวณ
- ห้องกว้าง 3 เมตร ยาว 4 เมตร พื้นที่ของห้อง (กว้างxยาว) คือ 12 ตร.ม.
- ตอนกลางวันห้องไม่โดนแดดเลย ค่าตัวแปรความร้อนคือ 700
- ขนาด BTU = 12 x 700 = 8,400 BTU (สามารถเลือกแอร์ขนาด 9,000 - 9,500 BTU ได้)
สำหรับใครที่ยังงงอยู่สามารถดูตารางแนะนำขนาด BTU ได้คร่าวๆ ด้านล่างนี้เลย
| ขนาด BTU | ห้องไม่โดนแดด | ห้องโดนแดดปานกลาง | ห้องโดนแดดมาก |
|---|---|---|---|
| 9,000 | 12 - 15 ตร.ม. | 11 - 14 ตร.ม. | 9 - 11 ตร.ม. |
| 12,000 | 16 - 20 ตร.ม. | 14 - 18 ตร.ม. | 12 - 16 ตร.ม. |
| 15,000 | 21 - 25 ตร.ม. | 19 - 22 ตร.ม. | 17 - 19 ตร.ม. |
| 18,000 | 26 - 29 ตร.ม. | 23 - 26 ตร.ม. | 20 - 23 ตร.ม. |
2. แอร์ระบบอินเวอร์เตอร์
ในปัจจุบันแอร์อินเวอร์เตอร์กลายเป็นมาตรฐานใหม่แทนที่แอร์ Fixed Speed เพราะสามารถปรับรอบการทำงานของคอมเพรสเซอร์ตามอุณหภูมิห้องจริง ช่วยให้คุณภูมิห้องคงที่ ประหยัดไฟมากขึ้น และทำงานเงียบกว่าเก่า ดังนั้นถ้าต้องการจะซื้อแอร์ใหม่จึงควรเลือกแอร์อินเวอร์เตอร์
3. ฉลากประหยัดไฟและค่าประสิทธิภาพตามฤดูกาล
การประหยัดไฟเป็นเรื่องที่ไม่ควรมองข้ามในการเลือกซื้อแอร์ โดยการดูแค่มีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 อย่างเดียวนั้นไม่ได้การันตีว่าแอร์จะประหยัดไฟมาก เพราะในปัจจุบันมีการแบ่งระดับความประหยัดไฟให้ละเอียดขึ้นดังนี้
- ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ติดดาว ยิ่งดาวเยอะยิ่งประหยัดไฟ แอร์ที่ประหยัดไฟมากมักจะมีฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 ที่มีดาว 1-3 ดาว
- ค่าประสิทธิภาพตามฤดูกาล (SEER) ยิ่งตัวเลขสูง ยิ่งประหยัดค่าไฟมากขึ้น เช่น แอร์ที่มีค่า SEER 22 จะประหยัดไฟได้มากกว่าแอร์ที่มีค่า SEER 15 อย่างเห็นได้ชัดเมื่อใช้งานในระยะยาว
- คุ้มที่จะจ่ายค่าเครื่องแพงแต่ประหยัดไฟมากไหม? แม้แอร์ที่มี SEER สูงจะมีราคาเครื่องที่แพงกว่า แต่ส่วนต่างของราคาคอมเพรสเซอร์มักจะคืนทุนผ่านค่าไฟที่ลดลงภายใน 2–3 ปีเท่านั้น รวมถึงแอร์รุ่นใหม่ๆ ที่ประหยัดไฟสูงเริ่มมีราคาไม่แพงมากแล้วด้วย
